วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

เล่าสู่กันฟังครับ พอดีมีเพื่อนถามว่าโปรแกรมเหล่านี้มันเริ่มมานานรึยัง ต้องน้่ง Time Machine ย้อนกลับไปในอดีตอีกซักรอบครับ

 



https://www.facebook.com/share/14TfD7W4f5e/

เล่าสู่กันฟังครับ 

พอดีมีเพื่อนถามว่าโปรแกรมเหล่านี้มันเริ่มมานานรึยัง

ต้องน้่ง Time Machine ย้อนกลับไปในอดีตอีกซักรอบครับ

********************************************************


หลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1911) 

เกิดสงครามกลางเมืองจีนขึ้นในช่วง ค.ศ. 1927-1950

ทำให้ประเทศแตกออกเป็นสองคือ ไต้หวัน กับจีน

ทางฝั่งของ "ก๊กมินตั๋ง" (ที่มาของกลุ่มดราก้อนแฟมิลี่)  

พวกเขาได้ขนเอาสมบัติเหล่านั้นกลับไป "ไต้หวัน"มากมายมหาศาล 

นี่คือสมบัติของจักรวรรดิโบราณของจีน

นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ประเทศจีน พยายามที่จะเอาไตหวันกลับคืนมา


ในข่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ในปี 1938) 

ขณะนั้น...จีน..ถูกญี่ปุ่นรุกรานและเข้ายึดครอง 

กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามายึดทองคำจากทาง "ก๊กมินตั๋ง" 

นำไปเก็บไว้ยังประเทศญี่ปุ่นและยังนำไปซุกซ่อนไว้

ญี่ปุ่นขุดอุโมงค์ เก็บทอง ที่ อินโด ฟิลิปปินส์  ไทย (ผ่านทางแม่สาย)


จีนจึงมองหาแหล่งซุกซ่อนที่ปลอดภัยใหม่...

ทางอิลิทของสหรัฐ เข้ามาเสนอให้ความช่วยเหลือ 

ดังนั้นทองคำ ทั้งหมดจึงถูกขนย้ายลงเรือของนาวีสหรัฐรวม 6 ลำ

ส่งไปยังสหรัฐอย่างปลอดภัย 


องค์กรอาชญากรรม US Federal Reserve 

ได้ให้สัญญาที่จะคืนทองคำทั้งหมดให้จีนภายใน 60 ปี 

และได้มอบพันธบัตรให้จีนถือเป็นหลักประกันสำหรับทองคำเหล่านี้


และเป็นการนำเอาดอลล่าร์อิงกับมาตรฐานทองคำ

ตามมาด้วยข้อตกลง Bretton Woods ในปี 1944 

และการก่อตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 

ด้วยระบบเงินกระดาษที่ซ้ำซ้อน


แต่เอาเข้าจริงๆทองคำเหล่านั้น พวกเขากลับแอบอ้างสิทธิ 

พวกเขาปลอมแปลงเอกสารเพื่อบอกว่าพวกเขามีสิทธิในทรัพย์สินเหล่านั้

ทำให้สกุลเงินทั้งโลกได้ถูกตรึงไว้กับทองคำและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 


ในท้ายยุค 70's ต่อ 80's 

มีการรับรองสถานภาพของรัฐบาลเหมาเจอตุงโดยรัฐบาลสหรัฐ ...

ปธน. นิกสันได้เยือนจีนและมีการชักชวนเข้าสู่การค้าโลกตั้งแต่ตอนนั้น 


รัฐบาลเหมาต้องการให้สหรัฐคืนทองคำที่เก็บไว้ตั้งแต่ปี 1938 

แต่รัฐบาลนิกสันยืนยันว่ายังไม่ครบเวลา 60 ปีที่กำหนด 

แต่ก็มีการคืนให้บางส่วน


จนล่วงเลยมาถึงปี 1998 ทางจีนพยายามทวงทองคำทั้งหมดคืน 

และได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯและกล่าวว่า 

"ขอให้ส่งมอบทองคำของเรากลับคืน เพราะครบกำหนด 60 ปีแล้วตามสัญญา" 


สมาคมลับแห่งเอเชียดรากอนแฟมิลี่ ต้องการทองคำของพวกเขากลับ 

โดยรัฐบาลสหรัฐแพ้ และถูกคำสั่งศาลให้ส่งมอบทองคำคืนแก่จีนกำหนดในวันที่ 12 กันยายน 2001


แต่ขั้นตอนวิธีการการส่งมอบทองคืนนั้น อยู่ในการดำเนินการของ 

Cantor Fitzgerald Securities ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้า

 มีออฟฟิสอยู่ที่ World Trade Center ตึกฝั่งเหนือ 

โดยที่ทองคำทั้งหมดที่จะส่งมอบอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารเดียวกันนั้น 

แต่ทางสมาคมลับของตะวันตกกลับขนทองคำหลบหนีไป

และระเบิดตึกเวิลด์เทรดทิ้งเพื่อจะไม่ส่งทองคำกลับ(สมัย จอร์ท บุช Jr.)


ก่อนหน้านั้น.....

CIA ลักลอบขนย้ายเอาไปซ่อนให้ตามเกาะแก่งในเอเชียกว่า 80% 

ทำให้เขาหาไม่เจอ เลยต้องส่งคนออกทำการสืบหาเพื่อหาทางส่งคินเจ้าของเดิมกันจ้าละหวัน 


**************************************************✨

เหตุการณ์ 9/11 ที่ World Trade Center 

พนักงานทั้งหมด 600 คนของ Cantor Fitzgerald Securities 

ซึ่งทำงานอยู่ในวันนั้นตายหมด ทองคำที่อยู่ชั้นใต้ดินทั้งหมดก็หายลึกลับ 


ทำให้มีผู้นำเรื่องฟ้องสู่ศาล US Federal Court 

หลายคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้


ดรากอนแฟมิลี่  #DragonFamily

เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะจริงๆในช่วงในปี 2009 

ในคดีที่กลายเป็นข่าวดังโด่งดังเกิดขึ้น 

มีบอนด์จำนวนมากหายไปจากอมริกา 

ซึ่งมันเป็นสินทรัพย์ของ #DragonFamily


***************************************************✨

ซึงในตอนนั้นนาย นีล คีนัน 

ได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนของกลุ่ม  Dragon Family 

ในการติดตามตราสารที่ถูกขโมยไป 

เพื่อการตัดสินลงโทษและชำระค่าใช้จ่ายในหลายศาล 


เหตุการณนั้นทำให้ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจว่า

ใครกันหนอที่เป็นเจ้าของสินทรัพย์มากมายถึงขนาดนี้


ทองคำนอกระบบเหล่านี้ มันมีอยู่มากกว่า 10 หรือ 12 เท่า

จากที่เรารับรู้ในตลาดที่มีการซื้อขายอย่างเป็นทางการ

ทองคำเหล่านี้ มันถูกขึ้นบัญชีดำหรือที่ซ่อนอยู่ในถ้ำ

รวมทั้งที่ถูกฝังอยู่ในเรือจมที่ด้านล่างของมหาสมุทร

*****************************************************✨


 ✨นี่แหละจึงเกิดปรแกรมไถ่ถอน หรือ  ✨"Redemption" ✨ ขึ้นมา 

โดยวางแผนกันว่า จะนำทองคำทรัพย์สมบัติและพันธบัตรเหล่านี้

รวมถึงสินทรัพย์ดึำดำบรรพ์เก่าแก่ ตั้งแตยุค King โซโลมอน 

มาจนถึงสมบัติราขวงศ์สุดท้ายของจีน มาทำประโยชน์ต่อโลกขึ้นมา


สมาคมลับแห่งเอเชียดรากอนแฟมิลี่ (5 Dragons) 

ร่วมกับราชวงศ์ในเอเชียและยุโรป (7 Crowns) 

ต่างกำลังร่วมมือกันที่จะเปลื่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

กับเรื่องราวของคุณปู่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสมาคมลับแห่งเอเชีย  

Dragon Family ที่เสมือนเป็นจักพรรดิ์ที่สืบเชื้อสายจากราชวงศ์สุดท้าย

ที่ปกครองประเทศจีนตามกฎหมาย


ท่านเป็นจักรรพรรดิ์มังกรฟ้าห้านิ้ว 

(THE EMPEROR’S FIVE TOED CELESTIAL DRAGON) 

ในปัจจุบัน ท่านเป็นผู้อาวุโสการถือธงนำและตัดสินใจ

สำหรับเรื่องที่สำคัญเหล่านี้


209 ประเทศในโลกขณะนี้ 

มีกฎหมายใหม่เพื่อยุติการปกครองแบบเผด็จการ

ทางการเงินของระเบียบโลกเก่า


ทองคำหลายล้านเมตริกตันและสินทรัพย์จำนวนมหาศาลดังกล่าวนี้ 

มีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้สำหรับบัญชีหลักประกันทั่วโลก 

( Global Collateral Accounts) เพื่อให้เกิดโลกาภิวัตน์ขึ้นบนโลก


ประเทศไหนเก็บไว้ ก็จะได้รับส่วนแบ่งราว 15-25% 

ไปทำโครงการพัฒนาประเทศ


เจ้าของสินทรัพย์ จะได้รับ 20% 

ส่วนที่เหลือให้เอาไปทำโครงการด้านมนุษยธรรม


ซึ่งการกระทำนี้ จะทำให้เงินดอลลาร์ใหม่ของสหรัฐ

และของโลกมีทองคำและสินทรัพย์หนุนหลังทั้งหมด 

และสามารถที่จะยุบธนาคารกลางสหรัฐฯ 

และเงินดอลล่าร์ที่ไร้ค่าของ FED ออกไปในที่สุด


รวมทั้งให้ระงับการฉีดพ่น chemtrail,และการแพร่สารพิษในสิ่งแวดล้อม 

รวมทั้งอาหาร อาวุธ การฉีดวัคซีนและจีเอ็มโอ เป็นต้น

เงินทุนก็จะถูกนำไปช่วยเหลือคนเร่ร่อน การจัดเตรียมข้าวของที่จำเป็น

และการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม 


น้ำดื่มที่สะอาด อาหารปลอดภัย และการดูแลทหารผ่านศึก 

สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้เกิดขึ้นและโครงการขนาดใหญ่ที่มีประโยชน์ทั่วทั้งโลก


ประเทศไหนเก็บไว้ ก็จะได้รับส่วนแบ่งราว 15-25% 

ไปทำโครงการพัฒนาประเทศ


เจ้าของสินทรัพย์ จะได้รับ 20% 

ส่วนที่เหลือให้เอาไปทำโครงการด้านมนุษยธรรม


โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หลังจากผ่านช่วงเวลานี้ไป

สิ่งที่ทรัมป์และพันธมิตรโลกดำลังดำเนินการอยู่ก็เพื่อสิ่งนี้

ระบบการเงินใหม่และความั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ ที่อีกไม่นานจะปรากฎ

มันเป็นความลับที่โลกส่วนใหญ่ยังไม่รู้


นั่คือที่มาที่ไปคร่าวๆที่ได้ทำการศึกษาค้นคว้ามา

อดใจรอที่จะได้เห็นความเปลื่ยนแปลงขนาดใหญ่บนโลกเราด้วยกัน

ซึ่งดูเหมือนไม่น่าจะนานเกินรออีกต่อไปแล้วครับ 


Mead Nations 19.03.26

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น